พลโท ดร.พงศกร รอดชมภู : ภัยใกล้ตัว “ก่อการร้าย-อาชญากรรมข้ามชาติ”

เมื่อไม่นานมานี้มีรายงานของประเทศสหรัฐฯเรื่องการ ก่อการร้ายซึ่งสื่อลงข่าวกันเกรียวกราวว่าสหรัฐฯตำหนิไทยเรื่องการยังคงมี การทำเอกสารปลอมและการโยกย้ายผู้ที่มีความรู้ ความสามารถด้านการก่อการร้ายออกจากตำแหน่งจำนวนมาก โดยมีคำตอบโต้จากทั้งระดับผู้ใหญ่และผู้ติดตามข่าวในทำนองว่าสหรัฐฯแทรกแซง การเมืองไทย ฯลฯ คงจะพอจำกันได้

ผมเองในฐานะที่เคยเป็นรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติและเผอิญเป็นผู้รับการตรวจสอบติดตามจากคณะของสหรัฐฯในเรื่องนี้ด้วย จึงจะขอขยายความความเป็นมา เป็นไปและความสำคัญของเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติและการก่อการร้ายว่า

ในการต้อนรับการตรวจสอบของคณะผู้แทนด้านการต่อต้านอาชญากรรมข้าม ชาติและก่อการร้ายนั้น ผมเองบังเอิญศึกษากรอบการปฏิบัติงานของสหประชาชาติมาแล้วอย่างถี่ถ้วน มองเห็นตัวชี้วัดการทำงานต่างๆครบถ้วน จึงได้ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องล่วงหน้าและมอบการบ้านให้ไปเตรียมคำแถลง มาโดยมีกรอบและความสัมพันธ์ต่อเนื่องระหว่างงานต่างๆอย่างเป็นระบบ วันนั้นผมเป็นประธานเองซึ่งแน่ล่ะกับฝรั่งนี้ต้องรุกก่อนเสมอโดยได้ชี้ให้ สหรัฐฯเห็นว่า ในปี 2001 สหรัฐฯเองก็มีปัญหาในการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานต่างๆทั้ง 22 แห่งเข้าด้วยกัน ประเทศไทยก็มีปัญหาลักษณะเดียวกัน ถ้าอยากให้งานสำเร็จ เพื่อให้ประเทศไทยไม่ใช่แหล่งชุมนุมของพวกอาชญากรและผู้ก่อการร้าย สหรัฐฯต้องนำระบบการบูรณาการข้อมูลข่าวสารเข้าด้วยกันมาให้ไทยใช้ด้วย ซึ่งต่อมาตอนนี้ได้รับการตอบรับจาก FBI ซึ่งปกติจะเข้ามาฝึกให้กับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติอยู่แล้วนำระบบการใช้ ข่าวสารข้อมูลร่วมกันมาให้ไทย ซึ่งก็หวังว่าจะมีการสานงานต่อไปในปีนี้

นอกจากนั้นคือการใช้แนวทางการปฏิบัติและกฎหมายซึ่งได้แจ้งไปทาง สหรัฐฯแล้วว่ามีการประสานงานกับทางออสเตรเลียและได้มาแล้วเพื่อให้กฎหมายภาย ในของไทยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเล่าให้ฟังในคราวหลังว่าคืออะไร  และสรุปว่าไทยกับสหรัฐควรมีฐานข้อมูลร่วมกันในกลุ่มพวกที่ไม่เป็นคนดี และไทยจะได้สกัดกั้นไม่ให้เข้าประเทศเสียตั้งแต่แรก เหตุที่ไม่สามารถสกัดกั้นได้แต่แรกเพราะไทยเราไม่มีระบบนี้ ต้องให้ต่างชาติคอยชี้เป้าให้เสมอ และข่าวดีคือในขณะนี้หลังจากได้ไปพูดคุยกับการท่าอากาศยานเมื่อปีที่แล้ว ตอนนี้ประเทศไทยจะมีระบบที่เรียกว่า Advanced personnel processing หมายถึงก่อนผู้โดยสารขึ้นเครื่อง จะมีการแจ้งมายังประเทศไทยก่อนว่าบุคคลนั้นๆจะให้เข้าประเทศหรือไม่ ถ้าเรามีฐานข้อมูลอย่างดี ประเทศไทยก็จะสามารถสกัดกั้นได้ตั้งแต่ประเทศต้นทาง สร้างความปลอดภัยให้กับผู้โดยสารบนเครื่องด้วย ในวันนั้นสิ่งที่แลกเปลี่ยนกับสหรัฐฯนั้นมีหลายประการ แต่ที่สำคัญคือได้ทำให้คณะผู้แทนของสหรัฐฯถึงกับกล่าวว่าเป็นการประชุมที่ได้บูรณาการหน่วยงานต่างๆได้อย่างสมบูรณ์แบบ (comprehensive) ซึ่งไม่เคยพบมาก่อน มีความประทับใจและยินดีที่จะได้ร่วมงานกับประเทศไทยต่อไป

ผลที่เกิดขึ้นคือ ประโยคแรกในรายงานของสหรัฐฯในเรื่องนี้หากสื่อมวลชนไทยอ่านอย่างละเอียดจะพบว่า สหรัฐฯชื่นชมที่ประเทศไทยมีความก้าวหน้าในเรื่องการต่อต้านการก่อการร้ายเป็นอย่างดี ฯลฯ และยังมีชมอีกหลายเรื่อง ซึ่งไม่มีใครพูดถึงกันอย่างน่าแปลกใจ หากผมเป็นสื่อคุณภาพ ผมจะบอกว่าสหรัฐฯชื่นชมงานด้านการต่อต้านการก่อการร้ายของไทยและ ฯลฯ อย่างไรก็ตามยังติติงในเรื่องของการมีขบวนการทำเอกสารปลอมและการโยกย้ายข้า ราชการที่รู้เรื่องการต่อต้านการก่อการร้ายนี้ออกจากตำแหน่งจำนวนมาก เท่านี้ ทางรัฐบาลไทยก็อาจตามน้ำและพูดว่า ขอบคุณรัฐบาลสหรัฐฯที่ได้ชื่นชมการทำงานของไทย บลาๆๆ จากนั้น ก็ตบท้ายว่าการทำงานทุกอย่างย่อมมีอุปสรรค ประเทศไทยยังต้องแก้ปัญหาหลายเรื่องที่ทางสหรัฐฯได้แนะนำมาเช่นการปลอม เอกสารและการโยกย้ายฯ ซึ่งไม่กระทบภาพรวมของการแก้ไขปัญหาต่างๆเหล่านี้ ฯลฯ ขอให้ประชาชนคนไทยไว้วางใจการทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายและทุกระดับฯลฯ อะไรก็ว่ากันไป

สิ่งที่ต้องการจะสื่อให้ทุกท่านทราบก็คือในขณะที่เราเหมือนจะไม่ค่อยรับทราบความเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอก มาตรฐานและมาตรการต่างๆในการรับมือกับภัยคุกคามใหม่ๆนั้นยังมีอย่างจำกัด ยกตัวอย่างง่ายๆคือ กรณีการโจมตีบริษัทโซนีในประเทศสหรัฐฯ จนเป็นข่าวใหญ่ ดังไปทั่วโลก ยกเว้นประเทศไทย ฐานปฏิบัติการและคนร้ายที่เป็นอาชญากรข้ามชาตินั้นใช้เพียงคอมพิวเตอร์ ที่สำคัญคือกระทำการในประเทศไทยและจับไม่ได้ด้วย แม้จะรู้ตัวคนร้ายเพราะไม่มีผู้เสียหาย นี่คือปัญหาใหญ่ของกฎหมายไทยที่ยังล้าสมัยอย่างมากเมื่อเทียบกับวิวัฒนาการของระดับโลก ที่น่ากลัวคือไม่มีใครคิดว่ามันเป็นปัญหา

ลองเปรียบเทียบว่า ในลานจอดรถ รถทุกคันในนั้นล้วนติดกล้อง ติดอุปกรณ์กันขโมย ยกเว้นรถอยู่คันเดียว หรือในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ทุกบ้านติดกล้องวงจรปิด มีรั้วรอบขอบชิด แต่มีอยู่บ้านหนึ่ง รั้วก็ไม่มี คนเฝ้าก็ไม่มี กล้องก็ไม่มี ถ้าท่านเป็นคนร้าย ท่านคิดจะเข้าบ้านไหน กรณีการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติก็เช่นกัน ถ้าประเทศไทยไม่มีมาตรการที่ดีพอ ก็จะเป็นจุดอ่อนเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่สำคัญไทยมีสถานที่และชุมชนที่เป็นเป้าหมายของการก่อการร้ายมากมาย และมีการก่อการร้ายติดต่อกันมาทุกปี ไม่ได้ว่างเว้น แต่ถูกจับได้เสียก่อนที่จะเกิดเหตุใหญ่ ซึ่งแน่นอนหมายความว่าความพยายามนั้นยังคงอยู่

ในปัจจุบันยิ่งอันตรายกว่าเวลาที่ผ่านมาเพราะมีการชักชวนให้คนเข้าร่วม ใช้ความรุนแรงด้วยคนสัญชาตินั้นเองที่เห็นด้วยกับวิธีการของกลุ่มก่อการร้าย ซึ่งจำเป็นต้องใช้มาตรการเฝ้าติดตามลงไปถึงระดับชุมชนและหมู่บ้าน เพื่อให้รับรู้ความผิดสังเกตนั้นเสียตั้งแต่ยังไม่สายเกินไป เช่นสามารถสกัดกั้นการเข้าร่วมกลุ่มก่อการร้ายเสียตั้งแต่เริ่มคิดหรือ หมกมุ่นกับการใช้ความรุนแรงและให้ทางการซึ่งมีนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์และครู อาจารย์ ตลอดจนผู้นำชุมชนเข้ามาโอบอุ้มคนเหล่านี้ให้คืนสู่สังคมใหม่ หากไม่มีการเตรียมการเช่นนี้ บางทีการก่อการร้ายอาจเกิดในประเทศเองและเกิดในจุดใดก็ได้ ดังเช่นที่เกิดขึ้นในสหรัฐ อังกฤษและในยุโรป

หลายเดือนก่อน ผมมีโอกาสคุยกับผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว สิ่งที่ผมแจ้งเตือนผู้ประกอบการก็คือ หากเกิดการก่อการร้ายหรืออาชญากรรมข้ามชาติขึ้น ผู้ได้รับผลกระทบเป็นคนแรกคือ ธุรกิจการท่องเที่ยวนั่นเอง ดังนั้นผู้ประกอบการต้องตระหนักเรื่องนี้ ส่วนการป้องกันไม่ได้ยากอะไร นั่นก็คือให้ลงทะเบียนผู้เข้าพักทุกคน ตรวจสอบหนังสือเดินทางให้ตรงกัน ติดกล้องวงจรปิดในโรงแรมซึ่งนอกจากจะป้องกันโจรกรรมแล้ว ยังตรวจสอบพฤติกรรมของผู้พักอาศัยได้ด้วย ถ้านักท่องเที่ยวไปไหนไกลๆ ก็ควรมีระบบการติดต่อไว้ตลอดเวลา เวลาแม่บ้านเข้าทำความสะอาดห้องก็ให้สังเกตว่าผู้พักหมกมุ่นกับคอมพิวเตอร์ไม่ยอมออกไปไหน หรือเก็บตัวผิดปกติหรือไม่ เป็นต้น

สิ่งที่ต้องตั้งคำถามกับทุกท่านเองว่า ทราบหรือไม่ว่าถ้ามีชาวต่างประเทศเข้ามาพักที่บ้านของท่าน ท่านมีหน้าที่ต้องรายงานต่อทางการ และทราบหรือไม่ว่าต้องรายงานการเข้าพักนั้นที่ไหน? คำตอบคือต้องรายงานต่อ ตม.หรือสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ท่านรายงานผ่านทางเว็บไซต์ได้เช่นกัน สิ่งต่างๆเหล่านี้คือ เรื่องใกล้ตัว เป็นภัยหรือสิ่งที่อาจทำให้คนไทยและชาวต่างประเทศได้รับอันตรายหรือธุรกิจของคนไทยเองอาจได้รับความเสียหายโดยไม่ได้มีการเตรียมตัว เตรียมใจไว้ก่อนก็ได้

ภัยที่ยกมาให้ดูนี้เป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ซึ่งจะเห็นได้ว่าไม่ใช่สิ่งไกลตัว แท้จริงใกล้ตัวทีเดียว ยังมีภัยอื่นๆ ที่ทำให้อารยะธรรมหนึ่งๆ บางทีอาจต้องพ่ายแพ้และสูญหายไปจากประวัติศาสตร์ บางเรื่องอาจไม่รุนแรงขนาดนั้น แต่ก็อาจทำให้ธุรกิจของทุกท่านเสียหายได้ การรับรู้ถึงภัยใกล้ตัวต่างๆเหล่านี้ จึงน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

แหล่งที่มาข้อมูล : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1438836479

About danupop.pa